UM ฉีด Stem Cell

Stem Cell Therapy
#เซลล์บำบัด

สเต็มเซลล์คืออะไร

     สเต็มเซลล์ คือเซลล์ต้นกำเนิดที่พบในร่างกายของคนเรา โดยพบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิตสเต็มเซลล์นั้น สามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด และสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์หัวใจ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด และเซลล์ผิวหนังซึ่งมี หน้าที่สำคัญในการทดแทนและซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย

ลักษณะพิเศษของสเต็มเซลล์

ประเภทของสเต็มเซลล์  

  • Embryonic Stem Cell เป็นเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์ เป็นเหมือนเซลล์ต้นกำเนิดที่พัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ได้ สามารถสร้างทุกอวัยวะ รวมทั้งเนื้อเยื่อในร่างกายทั้งหมด ทำให้สเต็มเซลล์อ่อนมีคุณสมบัติที่สามารถรักษาโรคที่เซลล์เสื่อมได้แทบทุกชนิด

    .

  • Adult Stem Cell เป็นเซลล์เนื้อเยื่อโตเต็มวัยโดยนำมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นไขสันหลัง ฟัน ไขมัน ซึ่งแต่ละอวัยวะจะมีสเต็มเซลล์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับอวัยวะนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เลือดของเราที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสเต็มเซลล์ที่อยู่ในไขกระดูก ซึ่งปัจจุบันมีการนำมาใช้ในวงการความงามกันอย่างกว้างขวาง

    .

  • Stem Cell จากเลือดในสายรก การเก็บเลือดจากสายรกจะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดีคือมีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กยังไม่เคยสัมผัสโรค วิธีการจัดเก็บง่าย ไม่มีความเจ็บปวดทั้งแม่และเด็ก แต่ข้อเสียคือปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อยจึงไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 
  • Stem Cell จากรก: มาจากส่วนของสายสะดือจากรก จากน้ำคร่ำ ซึ่งสามารถสกัดนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการรักษาได้ เป็นสเต็มเซลล์ชนิดที่เหมาะกับการปลูกถ่ายในผู้ป่วยเพื่อการรักษาเรียกว่า “มีเซนไคม์” ในต่างประเทศได้แยก “มีเซนไคม์” ให้มีความบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้สามารถปลูกถ่ายให้กับใครก็ได้ ในปัจจุบันมีการแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำแล้วเพื่อใช้ในการรักษาโรค เช่น โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ และโรคเลือด
    .
  • Stem Cell จากไขกระดูก ถือเป็นแหล่งผลิตสเต็มเซลล์เลยก็ว่าได้ เพราะในกระดูกคนเรามีสเต็มเซลล์มากเพียงพอที่จะเอามาใช้ การรักษาด้วยวิธีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางหลายๆ เรื่องเช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และตอบรับได้ดีในการรักษาโรคหลายๆ โรค เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไขสันหลัง เป็นต้น

    .

         หลักการทำงานของสเต็มเซลล์ คือจะเข้าไปในอวัยวะที่เกิดการบาดเจ็บทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้เจริญงอกใหม่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้น ซึ่งได้มีการพิสูจน์และรับรองด้วยผลวิจัยมาแล้ว โดยทำการทดลองนำเข็มไปทิ่มที่สมองของหนู และฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปที่หางของหนู ปรากฏว่าสเต็มเซลล์ได้เข้าไปเปลี่ยนเป็นเซลล์สมองในบริเวณสมองของหนู โดยสเต็มเซลล์ยังทำหน้าที่สร้างสารโกรทแฟคเตอร์เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมตัวเอง

สเต็มเซลล์กับการรักษาโรค

     ปัจจุบันทั่วโลกมีการวิจัยแล้วว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ได้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคออทิสติก โรคเลือด โรคตับ ข้อเข่าเสื่อม ภูมิต้านทานไวเกิน รูมาตอยด์ โรคสมอง โรคอัลไซเมอร์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จอประสาทตาเสื่อม โรคไขสันหลัง หลอดเลือดสมองตีบ และมะเร็งบางชนิด

     ข้อมูลจากกองโรคไม่ติดต่อกระทรวงสาธารณสุขพบว่า จำนวนอัตราผู้ป่วยในปี 2559-2562 เกิดจาก 4 โรคหลักคือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดลมอักเสบถุงลมโป่งพอง และหัวใจขาดเลือด จากสถิติมีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่า 70,000 รายต่อปี เฉลี่ยมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นวันละ 190 ราย และยังคงมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ปล่อยปละละเลย ทั้งเรื่องของอาหารการกิน ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ

     การดูแลรักษาที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียงการประคับประคองอาการไม่ให้ทรุดหนักมากไปกว่าที่เป็นอยู่ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้สเต็มเซลล์เข้ามาทำการรักษา และฟื้นฟูก็เป็นทางเลือกใหม่ที่จะส่งผลดีต่อผู้ป่วย

ความก้าวหน้าของการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคในต่างประเทศ

     สำหรับความก้าวหน้าของการรักษาในต่างประเทศนั้น ปัจจุบันสเต็มเซลล์ได้ถูกนำมาสกัดเป็นยาเพื่อใช้ในการรักษาโรคมีชื่อว่า “Prochymal” ได้รับการรับรองจากประเทศแคนนาดา ซึ่งจัดว่าเป็นยาที่สกัดจากสเต็มเซลล์ตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ ส่วนในประเทศออสเตรเลียได้อนุมัติให้ใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวเอง ซึ่งพบว่าได้รับการตอบสนองได้ผลดีกับการรักษาในโรคสมองเสื่อมและไขสันหลังเสื่อมด้วย ในปัจจุบันการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ถือว่าเป็นความล้ำหน้าของการเจริญด้านวิวัฒนาการผสมกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่

สเต็มเซลล์กับความงาม

     สเต็มเซลล์ถือเป็นที่สุดของวงการแพทย์ในทุกแขนง โดยเฉพาะวงการแพทย์ผิวหนังและความงาม เพราะสเต็มเซลล์ก็คือการใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ ซ่อมแซมความเสื่อมของร่างกาย เมื่อเราอายุมากขึ้นปริมาณสเต็มเซลล์และคอลลาเจนจะลดลง เม็ดสีส่วนเกินถูกขจัดได้ช้าลง ผิวหนังบาง แพ้ง่าย นำไปสู่ปัญหาริ้วรอย ฝ้า กระ ร่องลึก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ความชราถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วไม่อยากจะสัมผัสกับมันก็ตาม การที่เราเพิ่มปริมาณสเต็มเซลล์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงและที่ยังมีชีวิตอยู่ (Live Stem Cell) จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เหมือนเซลล์ผิวเด็กช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนวัย กระจ่างใส ลดริ้วรอย ความหมองคล้ำ 

     ส่วนสเต็มเซลล์ที่ใช้ในด้านความงาม หากนำสเต็มเซลล์มาฉีดเข้าที่ใบหน้าจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ดีขึ้นได้ โดยสามารถชะลอความชราเพราะความแก่เกิดจากปัจจัยหลักคือ เซลล์ถูกทำลายมากกว่าการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ความสมดุลภายในเริ่มเสีย รวมทั้งการแสดงออกทางผิวหนังและริ้วรอยต่างๆ จึงได้มีการพัฒนาสเต็มเซลล์ขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้ผิวกลับมาดูเปล่งปลั่งสดใสกลับมาเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง

     การนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการเสริมความงามเพื่อรักษาผิวพรรณในรูปแบบการฉีดจะเป็นสเต็มเซลล์จากสายสะดือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากร่างกายของคนเราจะผลิตสเต็มเซลล์ได้ในปริมาณที่น้อย ในการที่จะนำสเต็มเซลล์มาใช้นั้นจะต้องมีการกระตุ้นให้เกิดเซลล์จำนวนมากขึ้น โดยการนำสเต็มเซลล์ไปทำการเพาะเลี้ยงให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ตำแหน่งฉีดสเต็มเซลล์

1. ฉีดเข้าผิวหน้าโดยตรง เพื่อลดริ้วรอยร่องลึกต่างๆ ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึงเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ ผิวกระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัด เช่น หน้า คอ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา หน้าผาก เป็นต้น

2. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างเซลล์ผิวพรรณให้กระชับเต่งตึง ปรับสมดุลผิวเพื่อความขาวกระจ่างใส อ่อนเยาว์ มีน้ำมีนวล ลดริ้วรอย ผิวพรรณเรียบเนียนทั่วเรือนร่าง และยังสามารถป้องกันผื่นแพ้ต่างๆ

ผลที่ได้จากการฉีดสเต็มเซลล์เพื่อความงาม

> ซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ 

> เพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ 

> ลดริ้วรอยและรักษารอยแผล ทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง

> เพิ่มเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน 

> กระตุ้นการทำงานของโกรทแฟคเตอร์และไซโตไคน์ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

> กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ

บริการของเรา